<?xml version='1.0' encoding='UTF-8'?><?xml-stylesheet href="http://www.blogger.com/styles/atom.css" type="text/css"?><feed xmlns='http://www.w3.org/2005/Atom' xmlns:openSearch='http://a9.com/-/spec/opensearchrss/1.0/' xmlns:georss='http://www.georss.org/georss' xmlns:gd='http://schemas.google.com/g/2005' xmlns:thr='http://purl.org/syndication/thread/1.0'><id>tag:blogger.com,1999:blog-8300064753410478043</id><updated>2012-02-16T19:22:19.421-08:00</updated><title type='text'>ยาสีฟันสมุนไพรมังกรคู่</title><subtitle type='html'></subtitle><link rel='http://schemas.google.com/g/2005#feed' type='application/atom+xml' href='http://mangkornkoo1.blogspot.com/feeds/posts/default'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default?max-results=100'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkornkoo1.blogspot.com/'/><link rel='hub' href='http://pubsubhubbub.appspot.com/'/><author><name>recommendation</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><generator version='7.00' uri='http://www.blogger.com'>Blogger</generator><openSearch:totalResults>6</openSearch:totalResults><openSearch:startIndex>1</openSearch:startIndex><openSearch:itemsPerPage>100</openSearch:itemsPerPage><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8300064753410478043.post-5814868625228178301</id><published>2009-12-19T06:51:00.000-08:00</published><updated>2009-12-19T07:22:59.224-08:00</updated><title type='text'>กลิ่นปาก</title><content type='html'>&lt;span style="COLOR: rgb(204,204,204)"&gt;&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" style="FONT-FAMILY: georgia" href="http://www.bangkokhealth.com/cimages/9453.jpg"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;&lt;img style="MARGIN: 0pt 0pt 10px 10px; WIDTH: 110px; FLOAT: right; HEIGHT: 101px; CURSOR: pointer" border="0" alt="" src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/9453.jpg" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="COLOR: rgb(204,204,204)"&gt;สาเหตุของกลิ่นปาก ส่วนใหญ่เกิดจากเศษอาหารที่ตกค้างอยู่ตามซอกฟัน&lt;/span&gt;&lt;span style="COLOR: rgb(204,204,204)"&gt; &lt;/span&gt;&lt;span style="COLOR: rgb(204,204,204)"&gt;บริเวณ ที่ทำความสะอาดได้ยาก หรือในรูฟันผุ ซึ่งจะมีเศษอาหารเน่าอยู่ รวมทั้งแผ่นคราบฟันและหินปูนที่อยู่รอบๆ ฟัน ซึ่งเป็นที่เก็บกักและสะสมเชื้อโรคต่างๆ บางคนพบว่าเหงือกเป็นหนองจากโรคปริทันต์ หรือมีฟันโยก อาหารบางชนิดเมื่อรับประทานจะมีกลิ่นขับออกมาทางลมหายใจ เช่น หัวหอม กระเทียม ทุเรียน ผู้ที่ดื่มสุรา หรือสูบบุหรี่เป็นประจำ หรือท้องผูกหลายๆ วัน ก็ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ รวมทั้งผู้ป่วยโรคทางร่างกายบางอย่าง เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบ ไซนัสอักเสบเรื้อรัง วัณโรค โรคปอด และโรคระบบทางเดินอาหาร&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;ภายหลังตื่นนอนใหม่ๆ กลิ่นปากจะแรง เพราะในขณะที่นอนหลับน้ำลายจะถูกขับออกมาน้อย ทำ ให้น้ำลายมีการหมุนเวียนน้อย เศษอาหารที่ตกค้างสะสมอยู่จึงมีการบูด เกิดเป็นกลิ่นปากค่อนข้างแรง เมื่อตื่นนอนได้แปรงฟัน และน้ำลายมีการไหลเวียนมากขึ้น กลิ่นปากก็บรรเทาลง น้ำลายเปรียบเสมือนน้ำยาบ้วนปากที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมา ช่วยชะล้างสิ่งสกปรกภายในช่องปาก เมื่อมีน้ำลายหลั่งออกมากทำให้ช่องปากสะอาดมากกว่าน้ำลายที่หลั่งออกมาน้อย ช่วยลดการบูดเน่าของอาหารที่ทำให้เกิดกลิ่น น้ำลายจะหลั่งออกมาได้มากในขณะเคี้ยวอาหาร รับประทานของเปรี้ยว หรือการคิดถึงอาหารอร่อยๆ ที่ชอบ ในบางขณะจะมีการหลั่งน้ำลายน้อย เช่น เวลานอน ภาวะอดอาหาร การดื่มน้ำไม่เพียงพอ อากาศร้อน ตลอดจนภาวะทางจิตใจ ความเครียด อาชีพที่ใช้เสียงมากๆ เช่น ครู ทนายความ มีผลให้มีน้ำลายน้อย และมีกลิ่นปากได้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" align="center" &gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;&lt;img border="0" alt="image" src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/smell02.jpg" width="250" height="203" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;กลิ่น เหม็นจากช่องปากบางครั้งเกิดขึ้นได้จากโคนลิ้นด้านในสุด เนื่องจากมีน้ำเมือกในช่องจมูกไหลลงคอ ซึ่งในภาวะเช่นนี้ ไม่จำเป็นว่าจะเกิดจากการเจ็บป่วยหรือเป็นโรค แต่มักมีสาเหตุมาจากอาการภูมิแพ้ น้ำเมือกที่ไหลลงคอในระยะแรกๆ จะไม่ทำให้เกิดกลิ่นปาก สัก 2-3 วัน แบคทีเรียจะย่อยน้ำเมือกทำให้เกิดกลิ่น เราสามารถทดสอบกลิ่นโดยใช้ช้อนพลาสติกขูดเบาๆ ที่ด้านในสุดของโคนลิ้น ปล่อยทิ้งไว้สักครู่จึงดมดู และกรณีคนที่มีกลิ่นปากจากสาเหตุนี้ เวลาเป่าปากจะไม่ค่อยได้กลิ่น แต่จะเหม็นเมื่อเริ่มพูด เนื่องจากมีลมผ่านลิ้นที่เคลื่อนไหวจึงทำให้เกิดกลิ่นขึ้นมา ดังนั้น จึงควรแปรงลิ้นหลังการแปรงฟันทุกครั้ง และแปรงให้ลึกถึงโคนลิ้น จะช่วยทำความสะอาดน้ำเมือกที่ตกค้างนี้ได้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" align="center" &gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;&lt;img border="0" alt="image" src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/smell03.jpg" width="200" height="206" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-family:verdana;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;สรุปว่ากลิ่นปากเกิดได้จากหลายๆ สาเหตุ&lt;/strong&gt;หากแก้ไขที่ต้นเหตุได้ก็จะเป็นวิถีทางที่ดีที่สุด เพราะการใช้ของสำเร็จรูปนั้นเป็นเพียงการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและชั่วคราวเท่านั้น&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;สำหรับ กลิ่นปากในเด็ก ท่านผู้ปกครองไม่ต้องกังวลว่าจะเด็กจะมีโรคเหมือนผู้ใหญ่ เพราะว่าสาเหตุส่วนใหญ่ของกลิ่นปากเกิดจากในปาก สาเหตุที่พบบ่อยได้แก่ สุขอนามัยไม่ดี มีเศษอาหารและเชื้อ แบคทีเรียเหลือตามซอกฟัน เด็กมักจะมีกลิ่นมากมากในตอนเช้า หากเป็นมากจะมีตอนสาย บางรายเด็กไม่มีอาการปวดฟันแต่มีฟันผุ ที่พบบ่อยคือไซนัสอักเสบทั้งเฉียบพลันและเรื้อรังสามารถทำให้เกิดกลิ่นปาก ได้ นอกจากกลิ่นปากเด็กโดยมากจะเกิดอาการ น้ำมูกไหล ไอกลางคืน คออักเสบ เด็กจะมีไข้เจ็บคอ และมีกลิ่นปาก โรคภูมิแพ้ทำให้มีเสมหะไหลไปที่คอทำให้เกิดกลิ่นปาก ท่านผู้ปกครองควรสอนให้เด็กแปรงฟัน และล้างปาก เลือกแปรงที่มีขนาดเหมาะกับปากและมีขนอ่อนนุ่มพอควรพร้อมยาสีฟัน ยาสีฟันควรมีสารฟลูออไรด์ ควรแปรงฟันพร้อมเด็ก ให้เด็กแปรงฟันวันละ 2 ครั้ง สอนเด็กใช้ไหมขัดฟัน หากเห็นเศษอาหารติดที่คอก็ให้เด็กกรวกคอบ้วนปากทันที&lt;img border="0" alt="image" align="right" src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/smell04.jpg" width="130" height="225" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;กลเม็ดพิชิตกลิ่นปาก&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;อย่าปล่อยให้ปากแห้ง เพราะเมื่อปากแห้งความเข้มข้นของแบคทีเรียในปากจะเพิ่มมาก ทำให้เกิดกลิ่นปากได้ง่าย&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;ดื่มน้ำมาก ๆ ช่วยล้างแบคทีเรียออกจากน้ำลาย&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;แปรงฟันทุกครั้งหลังอาหาร และอย่างลืมแปรงด้านบนของลิ้น อันเป็นที่เกิดของแบคทีเรียด้วย&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;ใช้ไหมขัดฟันวันละ 2-3 ครั้ง&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;ถ้าไม่สะดวกจะแปรงฟัน ให้บ้วนปากด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำยาบ้วนปาก&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;เคี้ยวหมากฝรั่งชนิดที่ไม่มีน้ำตาล&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;เคี้ยวใบผักชีฝรั่งหรือกานพลูหลังมื้ออาหาร&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;งดอาหารกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หอมใหญ่ พริกไทย และเนยแข็ง&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟ หรือเครื่องดื่มอื่น ๆ ที่ทำให้เกิดกลิ่นปาก&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;กินอาหารให้ครบหมู่ แม้ว่าคุณจะกำลังลดความอ้วนอยู่ก็ตาม&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;เลิกสูบบุหรี่&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;ตรวจสุขภาพฟันสม่ำเสมอ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204)" face="georgia"&gt;&lt;a href="http://www.bangkokhospital.com/thai/finddoctor/doctor_sche.asp?DrID=350&amp;amp;name=%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B8%E0%B8%92%E0%B8%B4&amp;amp;surname=%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%8D%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B8%B4" target="_blank"&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;&lt;img border="0" alt="image" align="left" src="http://www.bangkokhealth.com/images/voravouth.jpg" width="34" height="40" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-family:verdana;font-size:85%;"&gt;ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ&lt;br /&gt;ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8300064753410478043-5814868625228178301?l=mangkornkoo1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/5814868625228178301'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/5814868625228178301'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkornkoo1.blogspot.com/2009/12/blog-post_8232.html' title='กลิ่นปาก'/><author><name>recommendation</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8300064753410478043.post-7974621165261830880</id><published>2009-12-19T01:41:00.000-08:00</published><updated>2009-12-19T07:24:58.471-08:00</updated><title type='text'>การนอนกัดฟัน [Bruxism]</title><content type='html'>&lt;p style="MARGIN-TOP: 10px; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;การนอนกัดฟัน (Bruxism)&lt;/strong&gt; เป็นการขบเคี้ยวฟันที่ไม่ใช่การทำงานตามหน้าที่ที่ถูกต้อง อาจเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ หรืออาจเกิดขึ้นได้ในเวลากลางวัน ขณะที่นั่งทำงานเผลอๆ หรือในขณะที่มีความเครียด การนอนกัดฟันมักจะเกิดขณะที่นอนหลับไม่ลึก หรือหลับไม่สนิท การใช้ฟันขบเขี้ยวเคี้ยวกันในเวลาที่ไม่ได้กินอาหาร เชื่อว่าเป็นการทำงานที่ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น และไม่เกิดผลดีใดๆ มีแต่ผลเสียต่างๆ ดังนี้&lt;span id="more-1197"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;ul style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;กล้ามเนื้อทำงานมากกว่าปกติ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ฟันสึก&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ทำให้ปวดที่ข้อต่อขากรรไกรได้&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ul&gt;&lt;p style="MARGIN-TOP: 10px; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;การ นอนกัดฟัน ทำให้ฟันในปากสึกกร่อนเร็วกว่าปกติมีอาการเสียวฟัน และอาจจะทำให้ฟันแตกได้ บางรายทำให้เกิดการเจ็บบริเวณหู เจ็บข้อต่อขากรรไกร และถ้าฟันสึกมากๆ อาจจะทำให้ใบหน้าสั้นกว่าปกติ และสิ่งสำคัญที่สุด คือ ก่อให้เกิดความรำคาญ และเสียสุขภาพจิตแก่คนนอนร่วมห้องเดียวกัน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="MARGIN-TOP: 10px; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;อาการ นอนกัดฟันที่เกิดขึ้นมานั้นอาจจะไม่มีผลเสียใดๆ ต่อโครงสร้างต่างๆ ภายในช่องปากเลย หรืออาจจะทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นได้มากมายเลยก็ได้ อาการที่มักจะเกิดเมื่อมีอาการนอนกัดฟัน คือ ฟันสึกอย่างรุนแรง เกิดอาการปวด ตึง หรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อ เกิดความผิดปกติที่ข้อต่อขากรรไกร อาการปวดศีรษะ อาจพบว่าในผู้ที่ใส่ปลอมแบบติดแน่นอยู่ ฟันปลอมที่ใส่อาจจะถูกทำลายลงในระยะเวลาเพียง 6-9 เดือน อ้าปากไม่ขึ้น มีเสียงดังที่ข้อต่อขากรรไกรขณะอ้าหรือหุบปาก ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพียงอาการใดอาการหนึ่ง หรือเกิดพร้อมๆ กันทุกอาการเลยก็ได้&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="TEXT-ALIGN: center; MARGIN-TOP: 10px; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img class="size-full wp-image-1199 aligncenter" title="Bruxism01" alt="Bruxism01 การนอนกัดฟัน [Bruxism]" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/Bruxism01.jpg" width="200" height="200" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="MARGIN-TOP: 10px; FONT-FAMILY: georgia; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)" align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="MARGIN-TOP: 10px; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;อาการ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ลักษณะการเกิดอาการนอนกัดฟัน จะมีความแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย และพบว่าแม้แต่ในผู้ป่วยคนเดียวกัน จะมีอาการนอนกัดฟันที่แตกต่างกันไป ในการนอนแต่ละคืนอีกด้วย&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;พบว่าการนอนกัดฟันมีแนวโน้มที่จะสัมพันธ์ กับความเครียดในชีวิตประจำวัน หรือ เกิดในช่วงชีวิตของผู้ป่วยที่มีปัญหาทางด้านร่างกาย หรือจิตใจ ในผู้ป่วยบางรายจะมีอาการนอนกัดฟัน ในช่วงสัปดาห์ที่มีปัญหาเรื่องงาน ในสตรีที่กำลังมีรอบเดือน หรือในผู้ป่วยบางคนก็อาจจะไม่มีระยะเวลา หรือวงจรที่แน่นอนของการนอนกัดฟันก็ได้&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ผู้ป่วยเป็นจำนวนมากที่ไม่ทราบ ว่าตัวเองมีอาการนอนกัดฟันอยู่ พบว่ามีเพียง 10% ของผู้ใหญ่ และ 5% ของเด็กที่นอนกัดฟันเท่านั้นที่ทราบว่าตัวเองมีอาการนอนกัดฟัน ซึ่งคนเหล่านั้นมักจะทราบว่าตัวเองนอนกัดฟันจากการได้ยินเสียงนอนกัดฟันของ ตัวเอง หรือจากเพื่อน หรือคนที่นอนใกล้ๆ แจ้งให้ทราบ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p style="MARGIN-TOP: 10px; FONT-FAMILY: georgia; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)" align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="MARGIN-TOP: 10px; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;สาเหตุ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;เกิดจากมีสิ่งกีดขวางการทำงาน ของฟันในขณะบดเคี้ยว สิ่งกีดขวางเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการกัดฟันหรือขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ขึ้น หรืออาจเกิดจากโรคปริทันต์ที่มีการเจ็บปวดพื้นผิวของริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เป็นต้น&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;มีการศึกษามากมาย ที่พยายามจะอธิบายถึง สาเหตุของอาการนอนกัดฟัน และมีหลักฐานยืนยันแล้วว่า สภาพของจิตใจและอารมณ์ มีส่วนสัมพันธ์กับการนอนกัดฟัน ระดับอาการของการนอนกัดฟัน จะมีความแตกต่างกันมากในผู้ป่วยแต่ละราย โดยจะมีส่วนสัมพันธ์กับความเครียด ภาวะอารมณ์ และภาวะฉุกเฉินที่มีในชีวิตประจำวัน เช่น การหย่าร้าง การตกงาน หรือช่วงการสอบคัดเลือก เป็นต้น ความวิตกกังวลในเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นก็สามารถทำให้เกิดอาการนอนกัดฟันได้ ประสบการณ์ทางอารมณ์ในช่วงที่เราตื่นนอนอยู่ จะไปมีอิทธิพลต่อช่วงที่เรานอนหลับได้ในหลายๆด้าน แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีท่านใดสามารถหาคำอธิบายถึงสาเหตุของเหตุการณ์นี้ได้&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ความเครียดทางจิตใจ เป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดการขบเขี้ยวเคี้ยวฟันได้ในขณะที่อยู่เฉยๆ หรืออาจจะ เกิดในขณะนอนหลับได้ ความเครียด ทางจิตใจที่เกิดจากการข่มระงับ อารมณ์ไว้ ไม่ให้แสดงความก้าวร้าว ดุดัน อารมณ์เคร่งเครียดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการนอนกัดฟัน&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p style="TEXT-ALIGN: center; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img class="size-full wp-image-1200 aligncenter" title="Bruxism02" alt="Bruxism02 การนอนกัดฟัน [Bruxism]" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/Bruxism02.jpg" width="200" height="328" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;บางรายอาจเกิดจากการฝัน การสบขอบฟันที่ผิดปกติ ฟันซ้อนเก โรคในช่องปาก ฟันผุ เหงือกอักเสบ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ผู้ป่วยที่มีอาการนอนกัดฟันจะมี บุคลิกภาพ และอารมณ์แตกต่างจากคนปกติทั่วไป กล่าวคือ จะมีบุคลิกภาพที่มีแนวโน้มที่จะเกิด หรือเพิ่มความเครียดได้ง่าย เป็นคนที่มีอารมณ์ก้าวร้าว และเป็นคนที่วิตกกังวลได้ง่าย แต่มักไม่พบว่ามีความผิดปกติ ของระบบประสาทเข้ามาร่วมด้วย&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;อาการนอนกัดฟัน อาจมีสาเหตุมาจากยาที่รับประทานก็ได้ ยาที่เคยมีรายงานว่าทำให้เกิดอาการนอนกัดฟันได้ คือ แอมเฟตามีนที่ใช้ร่วมกับ L-dopa, ยา fenfluramine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน และมีรายงานว่า พบการนอนกัดฟันในผู้ป่วยที่เป็นโรค Tardive Dyskinesia ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลมาจากการใช้ยา phenothiazine เป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ จะสามารถทำให้เกิดอาการนอนกัดฟันได้&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p style="TEXT-ALIGN: center; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img class="size-full wp-image-1201 aligncenter" title="Bruxism03" alt="Bruxism03 การนอนกัดฟัน [Bruxism]" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/Bruxism03.jpg" width="399" height="392" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="MARGIN-TOP: 10px; FONT-FAMILY: georgia; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)" align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="MARGIN-TOP: 10px; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;การวินิจฉัย&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;จากประวัติอาการ&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสภาพการทำงานของฟันขณะบดเคี้ยว&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ในผู้ที่มีอาการนอนกัดฟันทั้ง หมด จะมีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่จะทำให้เกิดเสียงที่สามารถได้ยินได้ ดังนั้นการที่จะให้การวินิจฉัยว่าตัวเองนอนกัดฟันนั้น จึงจำเป็นที่ต้องอาศัยการตรวจอย่างละเอียดโดยทันตแพทย์ โดยทันตแพทย์จะพิจารณาองค์ประกอบอีกหลายๆ อย่าง อาทิเช่น ลักษณะการสึกของฟัน ลักษณะของกล้ามเนี้อ และอื่นๆ โดยเฉพาะอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อขากรรไกรเมื่อตื่นนอนขึ้นมา มักจะเป็นลักษณะที่พบมากในคนที่นอนกัดฟัน&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p style="TEXT-ALIGN: center; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img class="size-full wp-image-1202 aligncenter" title="Bruxism04" alt="Bruxism04 การนอนกัดฟัน [Bruxism]" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/Bruxism04.jpg" width="400" height="400" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="MARGIN-TOP: 10px; FONT-FAMILY: georgia; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)" align="center"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="MARGIN-TOP: 10px; MARGIN-BOTTOM: 15px; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;strong&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;การรักษา&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;/p&gt;&lt;ol style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;เมื่อทันตแพทย์ปรับการสบของฟัน ให้ถูกต้องแล้ว การนอนกัดฟันอาจจะลดน้อยลงหรือหายไป หรือทันตแพทย์จะต้องแก้ไขโรค ปริทันต์ พื้นผิวของริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม ที่มีการระคายเคืองออกให้หมด จะช่วยลดการนอนกัดฟันได้&lt;img class="size-full wp-image-1204 alignright" title="Bruxism05" alt="Bruxism05 การนอนกัดฟัน [Bruxism]" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/11/Bruxism05.jpg" width="200" height="222" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;แก้ไขสาเหตุของความ เครียด แต่ในขณะที่ยังแก้สาเหตุความเครียดไม่ได้ ให้พบทันตแพทย์เพื่อทำเครื่องมือไปใช้ใส่ขณะนอน เพื่อป้องกันไม่ให้กัดลงบนฟันแต่ให้กัดลงบนเครื่องมือแทน ฟันจะได้ไม่สึก&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;การใส่เครื่องมือนี้จะช่วย เปลี่ยนแปลงอุปนิสัยหรือความเคยชินในการขบเขี้ยวเคี้ยวลักษณะเดิมได้ ซึ่งต่อไปสักระยะหนึ่งจะทำให้เลิกนอนกัดฟันได้&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;การทำสมาธิเพื่อให้นอนหลับสนิท รวมถึงการกินยานอนหลับและยาคลายกล้ามเนื้อก่อนนอนคงทำให้อาการลดน้อยลง&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;การใส่เฝือกฟันบนและ/หรือฟัน ล่างตามคำแนะนำของทันตแพทย์ ใส่นอนไปชั่วระยะเวลาหนึ่งอาการจะดีขึ้น การทำเฝือกฟันนั้นไม่ยาก เพียงไปพบทันตแพทย์ ทันตแพทย์จะพิมพ์แบบและทำเฝือกฟันเฉพาะบุคคลซึ่งมีลักษณะคล้ายกับยางกันฟัน ของนักมวยหรือนักกีฬา&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ราคาการทำเฝือกฟันโดยประมาณ 300-500 บาท หรืออาจมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเฝือกฟัน&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ข้อมูลจาก ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ&lt;/span&gt;&lt;a href="http://www.caremine.com/aboutme/term-of-use" target="_blank"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8300064753410478043-7974621165261830880?l=mangkornkoo1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/7974621165261830880'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/7974621165261830880'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkornkoo1.blogspot.com/2009/12/bruxism.html' title='การนอนกัดฟัน [Bruxism]'/><author><name>recommendation</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8300064753410478043.post-1492289106819369022</id><published>2009-12-19T01:37:00.000-08:00</published><updated>2009-12-19T07:25:27.170-08:00</updated><title type='text'>ประโยชน์หมากฝรั่งที่คิดไม่ถึง</title><content type='html'>&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img class="size-full wp-image-1033 aligncenter" title="Gum" alt="Gum ประโยชน์หมากฝรั่งที่คิดไม่ถึง" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/10/Gum.jpg" width="300" height="450" /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="COLOR: rgb(255,255,255)"&gt;หมากฝรั่ง ช่วยลดอาการเสียดท้อง ถ้าเคี้ยวหมากฝรั่งหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ จะช่วยลดกรดไหลย้อนกลับได้ หมากฝรั่งช่วยให้สุขภาพฟันดูสดใส แต่จะต้องเป็นแบบซูการ์ฟรีเท่านั้น !&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="COLOR: rgb(255,255,255)"&gt;การเคี้ยวหมากฝรั่งเป็นประจำ จะช่วยลดอาการฟันผุได้ เพราะหมากฝรั่งช่วยลดกรดในช่องปาก และความเหนียวของหมากฝรั่ง จะช่วยทำให้ฟันสะอาดดีด้วย เพราะหมากฝรั่งจะช่วยเข้าไปทำให้อาหารหลุดออกมาได้&lt;/span&gt; &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="COLOR: rgb(255,255,255);font-size:85%;" &gt;ข้อมูลจาก ไอเอ็นเอ็น&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8300064753410478043-1492289106819369022?l=mangkornkoo1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/1492289106819369022'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/1492289106819369022'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkornkoo1.blogspot.com/2009/12/blog-post_534.html' title='ประโยชน์หมากฝรั่งที่คิดไม่ถึง'/><author><name>recommendation</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8300064753410478043.post-7364998790103620868</id><published>2009-12-19T01:34:00.000-08:00</published><updated>2009-12-19T07:25:59.668-08:00</updated><title type='text'>การแปรงฟันให้ถูกวิธี</title><content type='html'>&lt;p style="TEXT-ALIGN: left; COLOR: rgb(204,204,204)font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img class="size-full wp-image-886 aligncenter" title="แปลงฟัน" alt="แปลงฟัน การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%9F%E0%B8%B1%E0%B8%99.jpg" width="350" height="245" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold;font-size:85%;" &gt;การแปรงฟันให้ถูกวิธี&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;มีหลายคนที่มักจะละเลยการแปรงฟัน โดยหารู้ไม่ว่าความสะอาดในช่องปากนั้นก็มีส่วนสำคัญ เพราะมันอาจส่งผลต่ออวัยวะส่วนอื่นได้ เราจึงมีวิธีแปรงฟันที่ถูกต้องมาฝากกัน&lt;span id="more-887"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;โดยควรแปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ให้ใช้แปรงสีฟันที่มีขนนิ่ม ไม่ใช้แปรงที่มีขนแปรงแข็งมาก เพราะจะทำให้ฟันสึกเร็ว ขนาดของหัวแปรงควรมีขนาดที่พอดีที่จะเข้าถึงทุกซอกทุกมุมของฟันได้ง่ายๆ และต้องให้ความสำคัญของการแปรงที่ถูกวิธีและทุกๆ ตำแหน่งของซี่ฟัน&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;strong&gt;&lt;img class="alignnone size-full wp-image-888" title="flower1" alt="flower1 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/flower1.gif" width="18" height="19" /&gt;วิธีแปรงฟัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img class="alignnone size-full wp-image-889" title="this2" alt="this2 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" width="15" height="15" /&gt;วางแปรงเอียง 45 องศา กับเหงือก&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img title="this2" alt="this2 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" width="15" height="15" /&gt; ฟันบนปัดลงล่าง ฟันล่างปัดขึ้นบน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img title="this2" alt="this2 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" width="15" height="15" /&gt; แปรงให้ครบทุกด้านของฟัน ด้านหน้า ด้านใน และด้านบดเคี้ยว&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img title="this2" alt="this2 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" width="15" height="15" /&gt; ด้านในของฟันหน้าใช้วิธี ลากแปรงผ่านผิวของฟัน&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;img title="this2" alt="this2 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" width="15" height="15" /&gt; อย่าลืมแปรงลิ้น ช่วยลดการสะสมของ Bacteria ที่ลิ้น ลดกลิ่นปากได้อย่างดี &lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;&lt;img title="flower1" alt="flower1 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/flower1.gif" width="18" height="19" /&gt; &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;การดูแลแปรงสีฟัน&lt;/strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;คุณ ทราบบ้างไหมว่า Bacteria สะสมและเจริญเติบโตที่บริเวณแปรงสีฟันหลังจากเราใช้มัน ดังนั้นควรมีแปรงสีฟันของตนเองไม่ควรใช้ร่วมกับคนอื่น เพราะมีการกระจายเชื้อจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งได้ เมื่อแปรงฟันเสร็จ ให้ล้างขนแปรงด้วยน้ำเพื่อล้างยาสีฟัน และเศษอาหารที่ค้างอยู่ หลังจากล้างต้องวางแปรงให้ขนแปรงตั้งขึ้นให้แห้งโดยลม และควรเปลี่ยนแปรงทุก 3-4 เดือน&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;&lt;img title="flower1" alt="flower1 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/flower1.gif" width="18" height="19" /&gt; &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;สิ่งที่ไม่ควรทำ&lt;/strong&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;เรามักชินกับวิธีการแปรงฟันสีเข้าสีออกลักษณะเหมือนเลื่อยไม้ หรือจะชินกับการแปรงฟันถูขึ้นลงไปโดยเฉพาะบริเวณฟันหน้า&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img title="this2" alt="this2 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" width="15" height="15" /&gt; ไม่แปรงแบบเลื่อยฟัน จะทำให้คอฟันสึก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img title="this2" alt="this2 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" width="15" height="15" /&gt; ไม่แปรงสวนทางกับเหงือก เพราะทำให้เหงือกร่น&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img title="this2" alt="this2 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" width="15" height="15" /&gt; ไม่ใช้แปรงสีฟันจนขนแปรงบานออก&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img title="this2" alt="this2 การแปรงฟันให้ถูกวิธี" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/09/this2.gif" width="15" height="15" /&gt; ไม่ควรเก็บแปรงในภาชนะปิด เพราะความชื้นทำให้แบคทีเรียที่ขนแปรงเจริญได้ดีกว่า เก็บแปรงในที่ภาชนะเปิดถูกอากาศ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" &gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold"&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="FONT-WEIGHT: bold;font-size:85%;" &gt;การแปรงฟันอยากคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ แต่เป็นเรื่องที่ต้องพิถีพิถันกันมากกว่าครับ หากแปรงถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอเชื่อแน่ว่าคุณจะมีสุขภาพช่องปากที่แข็งแรง และยิ้มอย่างมีความสุขแน่นอน&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204)" face="georgia"&gt;&lt;br /&gt;&lt;a href="http://www.caremine.com/" target="_self"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;AKPC_IDS += "887,";&lt;/script&gt;&lt;br /&gt;&lt;p style="COLOR: rgb(204,204,204);font-family:georgia;" align="left" &gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;!-- Google AdSense --&gt;&lt;script type="text/javascript"&gt;&lt;!-- google_ad_client = "pub-0018899042408798"; /* 300x250, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 6/12/09 */ google_ad_slot = "9712646114"; google_ad_width = 300; google_ad_height = 250; //--&gt; &lt;/script&gt;&lt;br /&gt;&lt;script type="text/javascript" src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js"&gt; &lt;/script&gt;&lt;br /&gt;&lt;script&gt;google_protectAndRun("ads_core.google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);&lt;/script&gt;&lt;span style="COLOR: rgb(204,204,204);font-size:85%;" &gt;&lt;ins style="BORDER-BOTTOM: medium none; POSITION: relative; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-BOTTOM: 0pt; MARGIN: 0pt; PADDING-LEFT: 0pt; WIDTH: 300px; PADDING-RIGHT: 0pt; DISPLAY: inline-table; FONT-FAMILY: georgia; HEIGHT: 250px; VISIBILITY: visible; BORDER-TOP: medium none; BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-TOP: 0pt"&gt;&lt;ins style="BORDER-BOTTOM: medium none; POSITION: relative; BORDER-LEFT: medium none; PADDING-BOTTOM: 0pt; MARGIN: 0pt; PADDING-LEFT: 0pt; WIDTH: 300px; PADDING-RIGHT: 0pt; DISPLAY: block; HEIGHT: 250px; VISIBILITY: visible; BORDER-TOP: medium none; BORDER-RIGHT: medium none; PADDING-TOP: 0pt"&gt;&lt;/ins&gt;&lt;/ins&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8300064753410478043-7364998790103620868?l=mangkornkoo1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/7364998790103620868'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/7364998790103620868'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkornkoo1.blogspot.com/2009/12/blog-post_19.html' title='การแปรงฟันให้ถูกวิธี'/><author><name>recommendation</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8300064753410478043.post-5804442499963865452</id><published>2009-12-19T01:15:00.000-08:00</published><updated>2009-12-19T07:26:34.160-08:00</updated><title type='text'>โรคเหงือก ข้าศึกร้ายทำลายฟันสวย</title><content type='html'>&lt;p style="TEXT-ALIGN: left; COLOR: rgb(204,204,204)" face="georgia"&gt;&lt;a href="http://www.mangkornkoo.blogspot.com/"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img class="size-full wp-image-817 aligncenter" title="teeth" alt="teeth โรคเหงือก ข้าศึกร้ายทำลายฟันสวย" src="http://www.caremine.com/wp-content/uploads/2009/08/teeth.jpg" width="450" height="332" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;/p&gt;&lt;span style="COLOR: rgb(204,204,204)"&gt;&lt;span style="font-family:georgia;"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;โรคเหงือกอักเสบ&lt;/strong&gt;เป็นปฏิกิริยาที่ร่างกายตอบสนองต่อเชื้อโรคที่สะสมรอบๆ ตัวฟัน พบ ว่าเกือบทุกคนจะเป็นโรคเหงือกอักเสบ อาจมากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป โดยปกติเหงือกจะทำหน้าที่ห่อหุ้ม และป้องกันอันตรายให้แก่กระดูกและฟัน โดยมีเอ็นยึดกับรากฟันเอาไว้ ขอบเหงือกที่บริเวณคอฟันจะมีลักษณะบาง ผิวเรียบ ไม่ยึดกับตัวฟัน ทำให้เกิดเป็นร่องเหงือกลึกประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ส่วนของเหงือกที่อยู่ต่ำลงมาจะยึดกับกระดูกเบ้าฟัน ส่วนของเหงือกยึดนี้มีความแข็งแรงกว่าเหงือกที่อยู่บริเวณขอบเหงือก และถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่ามีลักษณะขรุขระเล็กน้อย ไม่เรียบเหมือนขอบเหงือก &lt;strong&gt;ประสิทธิภาพการทำหน้าที่ของฟัน&lt;/strong&gt;ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของตัวฟันและอวัยวะที่อยู่รอบๆ ซึ่งทำหน้าที่ยึดฟันและพยุงฟันให้คงอยู่ในขากรรไกร อวัยวะที่อยู่รอบๆ ตัวฟัน มีชื่อเรียกรวมกันว่าอวัยวะปริทันต์ ซึ่งประกอบด้วย เหงือก เอ็นยึดปริทันต์ เคลือบรากฟัน และกระดูกเบ้าฟัน &lt;strong&gt;&lt;img border="0" hspace="5" alt="image" align="left" src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/gill02.jpg" width="140" height="120" /&gt;ถ้าสังเกตดูที่เหงือกของเราจะเห็นว่ามีสีชมพูและซีด&lt;/strong&gt;แต่ถ้าเกิดโรคมีการอักเสบหรือมีการติดเชื้อจะมีสีแดง เรียบเป็นมันหรือเป็นสีม่วง คล้ำ ช้ำ เมื่อ เหงือกมีการอักเสบและติดเชื้อจะมีหนองเกิดขึ้น โดยเฉพาะบริเวณขอบเหงือก ถ้าลองกดดูจะเห็นว่ามีหนองไหลออกมา อย่างไรก็ตามในบางคนอาจจะมีเหงือกสีคล้ำได้เช่นคนผิวดำ คนที่สูบบุหรี่เป็นประจำนานๆ หรืออาจจะพบได้ในคนที่ทำงานสัมผัสกับสารเคมีเป็นประจำนานๆ &lt;/span&gt;&lt;strong&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;สาเหตุ&lt;/span&gt;&lt;/strong&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt; &lt;/span&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;เชื้อแบคทีเรีย&lt;/strong&gt; โดย ปกติในช่องปากของคนเราจะมีเชื้อแบคทีเรียอยู่เป็นจำนวนมากประมาณ 200-300 ชนิด เชื้อที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคอักเสบมักเป็นชนิดผสม ประกอบด้วยเชื้อสเตร็ปโตคอคคัส (Streptococcus mutans) เชื้อแบคทีเรียชนิด Treponema denticola และ Porphyromonas gingivalis โดย ที่ในน้ำลายของเรามีธาตุแคลเซียมและฟอสฟอรัสอยู่ เมื่อมีการสะสมเป็นเวลานานเข้าก็จะกลายเป็นหินปูนในปาก ถ้าทำความสะอาดฟันและช่องปากไม่ดีพอ แบคทีเรียในแผ่นคราบฟันจะไปยึดติดกับหินปูนเหล่านี้ และไปเกาะตามบริเวณขอบเหงือก ปล่อยสารพิษออกมาทำให้เหงือกอักเสบ &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;คราบหินปูน&lt;/strong&gt; หินปูนหรือบางทีเรียกว่าหินน้ำลาย เกิดจากการที่แร่ธาตุในน้ำลายเข้าไปรวมตัวในคราบจุลินทรีย์จนเกิดเป็นคราบแข็ง และยึดเกาะติดกับเคลือบฟันแน่นยิ่งขึ้น หิน ปูนไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยการแปรงฟัน คราบหินปูนที่เกาะติดเคลือบฟันนั้น มีทั้งส่วนที่อยู่เหนือเหงือกและใต้ขอบเหงือก ส่งผลให้คราบจุลินทรีย์เพิ่มปริมาณการยึดเกาะกับเหงือกมากขึ้น ในระยะแรกเริ่มหินปูนจะมีสภาพนิ่มและต่อมาจะค่อยๆแข็งตัวขึ้น ความแข็งของหินปูนจะทิ่มตำเหงือก ทำให้เหงือกอักเสบ บวมและแดง &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;&lt;img border="0" hspace="5" alt="image" align="right" src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/gill04.jpg" width="180" height="150" /&gt;บุหรี่&lt;/strong&gt; จากรายงานการศึกษาทางระบาดวิทยา พบว่าผู้ที่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเหงือกอักเสบมากกว่าผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ 4-6 เท่า และพบว่าสารทาร์ในบุหรี่เป็นตัวเร่งการเกิดคราบหินปูนในผู้ป่วยที่เป็นโรคชนิดรุนแรงมากถึงร้อยละ 60 &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;ปัจจัยทางพันธุกรรม&lt;/strong&gt; พบว่าร้อยละ 30 ของผู้ป่วยโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์เกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม การ ศึกษาในระยะหลังพบว่ายีน interleukin-1 genotype เกี่ยวข้องกับการเกิดโรคเหงือกอักเสบที่รุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่สูบบุหรี่ &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;โรคเบาหวาน&lt;/strong&gt; ผู้ป่วยโรคเบาหวานจะมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคเหงือกอักเสบรุนแรงและโรคปริทันต์มากกว่าคนทั่วไป และจะส่งผลให้การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีหญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวาน &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;ยาบางชนิด&lt;/strong&gt; เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาต้านอาการซึมเศร้า ยาระงับชัก และยาโรคหัวใจ &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;อนามัยช่องปาก&lt;/strong&gt; การแปรงฟันไม่สะอาด หรือการที่ไม่ได้รับการขูดหินปูนนานๆ ครั้ง ตัวฟันจะถูกแผ่นคราบฟันเหนียวๆ หรือหินปูนเกาะติดอยู่ ใน แผ่นคราบฟันนี้จะมีอาหาร แบคทีเรียและสารพิษที่หลั่งจากแบคทีเรียผสมกันอยู่ ถ้าสิ่งเหล่านี้ยึดติดกับฟันเป็นเวลานานพอสมควร เหงือกก็มีอาการระคายเคือง &lt;strong&gt;อาการ&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;โรคเหงือกอักเสบในระยะเริ่มแรก&lt;/strong&gt;จะไม่มีอาการใดๆ เมื่อเป็นมากขึ้นอาการที่เริ่มแสดงออก คือเวลาแปรงฟันจะมีเลือดออกตามไรฟัน ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษา อาการที่จะพบต่อมา คือ การมีกลิ่นปาก เหงือกจะมีสีแดงคล้ำ ปวดและเจ็บบริเวณเหงือก เหงือกจะเริ่มแยกตัวออกจากฟัน คนไข้จะรู้สึกว่าฟันของตนเองยาวขึ้น ฟันเริ่มโยกเพราะมีการละลายของกระดูกที่รองรับฟัน และเหงือกเป็นหนอง &lt;strong&gt;&lt;img border="0" hspace="5" alt="image" align="right" src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/gill05.jpg" width="140" height="120" /&gt;เหงือกที่อักเสบ&lt;/strong&gt;จะมีลักษณะบวม แดง เป็นมัน ดูฉุๆ หาก ถูกขนแปรงตอน แปรงฟัน หรือลองใช้ไม้จิ้มฟันสอดเข้าไปในร่องเหงือก บริเวณดังกล่าวจะมีเลือดซึมออกมาได้ บริเวณ ที่เห็นได้ง่ายคือ บริเวณซอกฟัน ซึ่งเป็นบริเวณที่มักพบโรคก่อน และโดยที่มีเหงือกอักเสบ จึงมักจะเป็น บริเวณที่ถูกละเลยในการทำความสะอาด ซึ่งนานๆ เข้าจะเกิดหินปูน หรือหินน้ำลายร่วมด้วย มองเห็นเป็นแถบสีขาว ออกเหลือง แข็ง แปรงไม่ออก และหินปูนก็จะเป็นที่สะสมของเชื้อโรคด้วย จึงพบการอักเสบของเหงือกรุนแรงมากขึ้นได้ &lt;strong&gt;การมีเลือดออกจากเหงือกภายหลังการแปรงฟัน&lt;/strong&gt; ทั้ง ที่แปรงสีฟันไม่ได้กระแทกเหงือกให้เกิดบาดแผลเลยนั้นน่าจะเป็นผลมาจากการ เป็นโรคเหงือกอักเสบ ซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองของเหงือกต่อสารระคายเคืองจากคราบจุลินทรีย์ ผิวของเหงือกมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มการไหลเวียนของเลือดที่มาหล่อเลี้ยงหรือ มีเลือดคั่งอยู่ที่ผิดของเหงือกมากขึ้น ทำให้เหงือกบวมแดง เนื้อเยื่อที่ปกคลุมผิวเหงือกจึงบางขึ้นและฉีกขาดได้ง่าย ดังนั้นเมื่อได้รับการเสียดสีเพียงเล็กน้อยเช่นการแปรงฟันก็จะมีเลือดออก &lt;strong&gt;การวินิจฉัย&lt;/strong&gt; &lt;strong&gt;โรคเหงือกอักเสบ&lt;/strong&gt;จะมีความผิดปกติเฉพาะบริเวณของเหงือกเท่านั้น ส่วนโรคปริทันต์นั้นเมื่อเป็นจะมีการ&lt;br /&gt;ทำลายอวัยวะปริทันต์ที่อยู่รอบๆ ฟัน ได้แก่ เหงือก เยื่อยึดปริทันต์ กระดูกเบ้าฟัน และเคลือบรากฟัน ซึ่งเป็นอวัยวะที่ช่วยยึดให้ฟันอยู่ได้แน่นโดยไม่โยก ส่วนโรครำมะนาด หมายถึง โรคปริทันต์ในระยะลุกลามไปมากแล้วโดยมีอาการให้เห็นได้อย่างชัดเจน เหงือกบวมหรือมีหนองออกมาจากร่องของเหงือก ฟันมักจะโยก บางครั้งมีอาการปวด มักจะเป็นกับฟันทีละหลายๆ ซี่ในช่องปาก &lt;strong&gt;&lt;img border="0" hspace="5" alt="image" align="left" src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/gill06.jpg" width="180" height="150" /&gt;การจะทราบว่าเราเป็นโรคเหงือก&lt;/strong&gt;และ โรคปริทันต์หรือไม่ ให้หมั่นสังเกตและตรวจดูสุขภาพในช่องปากอย่างสม่ำเสมอด้วยตนเองตั้งแต่ยัง ไม่เป็นโรค เพื่อจะได้ทราบว่าในสภาวะปกติเหงือกและฟันของตนเองมีลักษณะเช่นไร วิธีง่ายๆ คือการอ้าปากส่องดูกับกระจกเงาหลังจากการแปรงฟันทุกวัน เมื่อเป็นโรคเหงือกและโรคปริทันต์ เราจะพบความผิดปกติที่เหงือกเป็นอันดับแรก เหงือกจะบวม มีเลือดออกง่าย สีเหงือกมักมีสีคล้ำไปจากเดิม เมื่อเป็นมากอาจมีหนองไหลออกข้างๆ ฟัน ตัวฟันแลดูยาวขึ้นเนื่องจากมีเหงือกร่น จะมีอาการปวดและฟันโยก ซึ่งหากพบรอยโรคในระยะแรกๆ สามารถรักษาเพื่อเก็บฟันไว้ใช้งานได้ต่อไป &lt;strong&gt;การรักษา&lt;/strong&gt; &lt;/span&gt;&lt;ol&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;อาการเหงือกบวมมีเลือดออก&lt;/strong&gt; และบางครั้งมีหนองไหลออกมาจากร่องเหงือก เป็นอาการของโรค&lt;br /&gt;ปริทันต์ในระยะที่ลุกลามมากแล้ว เมื่อตรวจดูจะพบว่า ร่องเหงือกมีความลึกมากขึ้น ซึ่งเรียกว่าร่องลึก&lt;br /&gt;ปริทันต์ หรือบางทีก็เห็นตัวฟันยากเพิ่มขึ้นด้วย &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;การรักษาโรคเหงือกอักเสบ&lt;/strong&gt;และ โรคปริทันต์ขึ้นกับอวัยวะปริทันต์ที่อยู่รอบๆ ฟันที่ทำหน้าที่ช่วยยึดฟันให้แน่นว่าถูกทำลายไปมากน้อยแค่ไหน หากอวัยวะปริทันต์มีเหลือพอที่จะช่วยยึดฟัน อาจพิจารณารักษาโดยการทำความสะอาดร่องลึกปริทันต์ บางรายอาจทำการผ่าตัดเหงือกเพื่อลดความลึกของร่องลึกปริทันต์ &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การรักษาโรคเหงือกอักเสบ&lt;/strong&gt;และ โรคปริทันต์ได้ผล ตัวผู้ป่วยเองจะต้องรักษาความสะอาดของช่องปากอย่างสม่ำเสมอ การเป็นโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์นี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยตนเองโดยการแปรงฟันร่วมกับการใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความ สะอาดบริเวณซอกฟัน เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์อันเป็นต้นเหตุของการเกิดโรค การดูความสะอาดในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เหงือกกลับคืนสภาพปกติได้ &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img border="0" hspace="5" alt="image" align="right" src="http://www.bangkokhealth.com/cimages/gill07.jpg" width="180" height="150" /&gt;&lt;strong&gt;ถ้าตรวจพบว่าอวัยวะปริทันต์ถูกทำลายไปมากแล้ว&lt;/strong&gt; การรักษาคงต้องถอนฟันซี่นั้นออก โรคปริทันต์เป็นโรคที่มีการทำลายอวัยวะ&lt;br /&gt;ปริทันต์อย่างถาวร คือ เหงือก เยื่อยึดปริทันต์ เคลือบรากฟัน กระดูกขากรรไกร จะถูกทำลายไปโดยไม่สามารถรักษาให้คืนสภาพปกติได้ ร่องเหงือกจากปกติที่ลึกประมาณ 2-3 มิลลิเมตร จะ ลึกมากขึ้นเกิดเป็นร่องลึกปริทันต์เป็นที่อยู่ของคราบจุลินทรีย์ ซึ่งเป็นตัวการของการเกิดโรค อาการของโรคจะรุนแรงเป็นระยะๆ ผู้ที่เป็นโรคต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการเหงือกบวม ปวด ฟันโยก หรือมีหนองไหลออกจากร่องลึกปริทันต์ การเป็นโรคมักจะเป็นกับฟันหลายๆ ซี่ จึงส่งผลให้มีการสูญเสียฟันเป็นจำนวนมากในวัยผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;การขูดหินปูน&lt;/strong&gt; ทั้ง นี้จะขูดหินปูนบ่อยแค่ไหนในแต่ละคนไม่เหมือนกัน ขึ้นกับการมีหินปูนเกิดขึ้นได้ช้าหรือเร็ว ซึ่งก็จะมีความแตกต่างกัน บางคนมีหินปูนเกาะมากและเกิดได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่บางคนมีหินปูนเกิดได้น้อยหรือแทบจะไม่เกิดเลย ส่วนหนึ่งเนื่องมาจากมีความแตกต่างในเรื่องส่วนประกอบของน้ำลาย ชนิดของคราบจุลินทรีย์ และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร อันเป็นต้นเหตุสำคัญของการเกิดหินปูน นอกจากนี้ยังขึ้นกับพฤติกรรมการดูแลความสะอาดในช่องปากของแต่ละบุคคลด้วย &lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;li&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;strong&gt;การป้องกันไม่ให้เป็นโรคเหงือกอักเสบ&lt;/strong&gt;และ โรคปริทันต์ ต้องดูแลความสะอาดของช่องปากอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ซึ่งเป็นต้นเหตุของการเกิดโรค การแปรงฟันนับเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการกำจัดคราบจุลินทรีย์ ควรแปรงอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง คือ เวลาเช้า และก่อนเข้านอน ด้วย เหตุผลที่ว่าคราบจุลินทรีย์จะก่อตัวขึ้นใหม่หลังการแปรงฟันภายในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง ซึ่งในแต่ละคนก็อาจจะแตกต่างกันไป นอกจากการแปรงฟันแล้ว ควรใช้ไหมขัดฟันช่วยทำความสะอาดบริเวณซอกฟันในส่วนที่แปรงสีฟันเข้าไม่ถึง ก็จะช่วยให้กำจัดคราบจุลินทรีย์อันเป็นต้นเหตุการเกิดโรคได้ดียิ่งขึ้น&lt;/span&gt;&lt;/li&gt;&lt;p align="left"&gt;&lt;a target="_blank"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;img border="0" hspace="5" alt="image" align="left" src="http://www.bangkokhealth.com/images/voravouth.jpg" width="34" height="40" /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;a target="_blank"&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ&lt;/span&gt;&lt;/a&gt;&lt;span style="font-size:85%;"&gt;&lt;br /&gt;ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ&lt;/span&gt;&lt;/p&gt;&lt;/ol&gt;&lt;/li&gt;&lt;/ol&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8300064753410478043-5804442499963865452?l=mangkornkoo1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/5804442499963865452'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/5804442499963865452'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkornkoo1.blogspot.com/2009/12/blog-post.html' title='โรคเหงือก ข้าศึกร้ายทำลายฟันสวย'/><author><name>recommendation</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author></entry><entry><id>tag:blogger.com,1999:blog-8300064753410478043.post-138031365381409312</id><published>2009-12-18T01:41:00.000-08:00</published><updated>2009-12-19T06:47:55.501-08:00</updated><title type='text'>Live Chat Service</title><content type='html'>&lt;a onblur="try {parent.deselectBloggerImageGracefully();} catch(e) {}" href="http://4.bp.blogspot.com/_7HAOpX_mXBA/SytOwyQ7ynI/AAAAAAAAALI/vHNRLqPFEPY/s1600-h/live_admin_179x342.jpg"&gt;&lt;img style="cursor: pointer; width: 179px; height: 279px;" src="http://4.bp.blogspot.com/_7HAOpX_mXBA/SytOwyQ7ynI/AAAAAAAAALI/vHNRLqPFEPY/s320/live_admin_179x342.jpg" alt="" id="BLOGGER_PHOTO_ID_5416509576876640882" border="0" /&gt;&lt;/a&gt;&lt;br /&gt;&lt;iframe title="Pat-phatrsa" src="http://www6.shoutmix.com/?Pat-phatrsa" scrolling="auto" frameborder="0" height="500" width="442"&gt;&amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;lt;br&amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;gt;&amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;lt;a href="http://www6.shoutmix.com/?Pat-phatrsa"&amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;gt;View shoutbox&amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;lt;/a&amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;gt;&amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;lt;br&amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;amp;gt;&lt;/iframe&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(51, 255, 51);font-size:100%;" &gt;&lt;span style="font-weight: bold;"&gt;สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่ หรืออีเมลล์ twind@windowslive.com&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 255, 255);font-size:85%;" &gt;&lt;br /&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;/span&gt;&lt;span style="color: rgb(255, 255, 255);font-size:85%;"  lang="TH"&gt;Keywords: ยาสีฟันสมุนไพร, ยาสีฟัน, กลิ่นปาก, ปวดฟัน, เหงือกอักเสบ&lt;/span&gt;&lt;br /&gt;&lt;br /&gt;&lt;!-- End ShoutMix --&gt;&lt;div class="blogger-post-footer"&gt;&lt;img width='1' height='1' src='https://blogger.googleusercontent.com/tracker/8300064753410478043-138031365381409312?l=mangkornkoo1.blogspot.com' alt='' /&gt;&lt;/div&gt;</content><link rel='edit' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/138031365381409312'/><link rel='self' type='application/atom+xml' href='http://www.blogger.com/feeds/8300064753410478043/posts/default/138031365381409312'/><link rel='alternate' type='text/html' href='http://mangkornkoo1.blogspot.com/2009/12/live-chat-service.html' title='Live Chat Service'/><author><name>recommendation</name><email>noreply@blogger.com</email><gd:image rel='http://schemas.google.com/g/2005#thumbnail' width='16' height='16' src='http://img2.blogblog.com/img/b16-rounded.gif'/></author><media:thumbnail xmlns:media='http://search.yahoo.com/mrss/' url='http://4.bp.blogspot.com/_7HAOpX_mXBA/SytOwyQ7ynI/AAAAAAAAALI/vHNRLqPFEPY/s72-c/live_admin_179x342.jpg' height='72' width='72'/></entry></feed>
